ชวนเที่ยว วัดคิโยมิซุ วัดที่ไม่ได้มีอยู่แค่ในการ์ตูนอิคคิวซัง

วัฒนธรรมของญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่ามีเสน่ห์ไม่แพ้ชาติใดในโลก ในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมการเดินเยี่ยมเยียนวัดวาอารามในเกียวโต-เมืองหลวงเก่าแก่ของญี่ปุ่นก็เป็นความฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก วัดที่โด่งดังที่สุดแบบที่เรียกว่าห้ามพลาดเลยคงหนีไม่พ้น วัดคิโยมิซุ วัดที่เณรน้อยอิคคิวซังจำวัดอยู่ในการ์ตูนเรื่องดังนั้นเอง

วัดคิโยมิซุ วัดในการ์ตูนอิคคิวซัง

วัดคิโยมิซุไม่ได้โด่งดังมาจากการเป็นฉากหลังในการ์ตูนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะวัดนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดเก่าแก่อายุกว่าพันปี สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 780 จนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก (UNESCO world heritage sites) และยังเป็นวัดที่ได้รับฉายาว่าวัดธารน้ำใสเนื่องมาจากที่วัดนี้มีธารน้ำจากน้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) ไหลผ่านนั่นเอง

วัดคิโยมิซุ

นักท่องเที่ยวนิยมมาเยี่ยมเยือนวัดคิโยมิซุตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิที่มักจะเห็นสีชมพูของดอกซากุระเบ่งบานแต่งแต้มไปทั่ววัด หรือไม่ก็ช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่เหล่าใบไม้พากันเปลี่ยนสีเป็นสีส้ม เหลือง แดง ประกอบเป็นฉากที่งดงามจนยากจะลืมเลือน 

การขึ้นมาที่วัดคิโยมิซุจะต้องเดินขึ้นบันไดหลายชั้น ทำให้สามารถมองกลับลงไปเห็นย่านเมืองเก่าที่อนุรักษ์เอาไว้รวมถึงตึกรามบ้านช่องของเมืองเกียวโตทอดยาวไปจนจรดขอบฟ้า และแลนด์มาร์คของวัดคิโยมิซุที่นักท่องเที่ยวและผู้ที่มาเยี่ยมเยือนห้ามพลาดก็คือวิหารอาคารไม้หลังใหญ่ที่สูงกว่า 13 เมตรที่โครงสร้างและความใหญ่โตก็ทำให้ผู้พบเห็นทึ่งกันได้แล้ว

วัดคิโยมิซุ

แต่เมื่อได้รู้ว่าอาคารไม้ทั้งหลังนี้สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว ก็ยิ่งทำให้ผู้มาเยือนทึ่งในความสามารถของผู้สร้างวัดนี้มากขึ้นไปอีก และด้วยวิวที่งดงามบวกรวมกับสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวนี้ก็ทำให้วัดคิโยมิซุกลายมาเป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น และเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวหลายๆคนที่ไม่ควรพลาด

วัดคิโยมิซุเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 6.00 – 18.00 น. และในบางเทศกาลก็จะมีการเปิดให้เข้าชมในช่วงค่ำ 18.00 – 20.00 น. เพื่อชมบรรยากาศของวัดที่ตกแต่งด้วยแสงไฟเกิดเป็นความงดงามที่แตกต่างออกไป และสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชมก็สามารถมาเยือนวัดนี้ได้ทั้งทางรถไฟ JR Nara Line ลงสถานี Kiyomizu-Gojo และเดินต่อมายังวัด หรือขึ้นรถบัสสาย 206 หรือ 100 จากจากสถานี Kyoto ลงป้าย Gojozaka หรือ  Kiyomizu-michi แล้วเดินต่อมายังวัดก็ได้ทั้งนั้น และขอบอกเลยว่าการเดินทางมายังวัดคิโยมิซุแห่งนี้คุ้มค่าในทุกความพยายามอย่างแน่นอน

หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลการท่องเที่ยวทั่วไทย และที่เที่ยวต่างประเทศอื่นๆ เช่น ท่องเมือง “เวนิซ (Venice)” เมืองที่มีคลองคดเคี้ยวที่สุดในโลก อย่าลืมติดตามกันต่อได้อีกที่ kolumbijsko.com

Related Post

รวบรวมมาให้แล้ว! กับพิกัด สถานศักดิ์สิทธิ์บาหลี ที่ควรไปให้ได้สักครั้งรวบรวมมาให้แล้ว! กับพิกัด สถานศักดิ์สิทธิ์บาหลี ที่ควรไปให้ได้สักครั้ง

เตรียมแพลนวันหยุดยาวๆ ไปกับทริปนี้เลย เราจะพาทุกคนไปสัมผัสความงดงามของธรรมชาติ ในประเทศหนึ่งในอาเซียนของเรา ก็คือ อินโดนีเซียนั่นเอง ซึ่งจะมีเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงโดดดัง ได้รับความนิยมจากหลายๆ ประเทศเลย ที่พากันมาเที่ยว บาหลี เต็มไปด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติ เต็มไปด้วยหลากหลายสถานที่ท่องเที่ยว หนึ่งในนั้นก็มี สถานศักดิ์สิทธิ์บาหลี ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก แนะนำ สถานศักดิ์สิทธิ์บาหลี ตานะฮ์ลต หรือ วัดทานาล็อต เป็นหนึ่งในวัดที่มีความศักดิสิทธิ์เป็นอย่างมาก มีสถานที่ตั้งอยู่ในเขตตานาบัน บนโขดหินริมคาบสมุทรอินเดีย เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลอย่างมหัศจรรย์ เพราะเกิดจากกัดเซาะของน้ำทะเลมาเรื่อยๆ บริเวณของวัดเราจะได้ชม ปูราตานะฮ์ลต ซึ่งเป็นโบสถ์วิหารพราหมณ์ที่สำคัญ

ชวนทุกคนไปชมสวนลับแห่ง พระราชวังชางด๊อกกุง ประเทศเกาหลีชวนทุกคนไปชมสวนลับแห่ง พระราชวังชางด๊อกกุง ประเทศเกาหลี

อีกหนึ่งพระราชวังสำคัญแห่งกรุงโซลที่นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมกันสม่ำเสมอก็คือ พระราชวังชางด๊อกกุง พระราชวังแห่งนี้แม้ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนกับคยองบกกุง แต่ก็มีรายละเอียดและสวนสวย ๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมกันได้ไม่รู้เบื่อทีเดียว พระราชวังชางด๊อกกุง ประเทศเกาหลี พระราชวังชางด๊อกกุงสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1405 สมัยพระเจ้าแทจงแห่งราชวงศ์โชซอน และเนื่องจากชางด๊อกกุงนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระราชวังคยองบกกุง ชาวเกาหลีจึงรู้จักพระราชวังแห่งนี้ในนามพระราชวังตะวันออก และในปีค.ศ. 1592 พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกเผาทำลายโดยกองทัพญี่ปุ่นก่อนจะถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ในปีค.ศ. 1619 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในปีค.ศ. 1997 เมื่อมาเยือนพระราชวังชางด๊อกกุงสิ่งแรกที่จะได้พบก็คือประตูหน้าดอนฮวามุนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประตูทางเข้าที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในกรุงโซล เดิมประตูนี้ทำด้วยหินแกรนิตสีขาวทั้งหลัง ทว่าเมื่อถูกเผาทำลายไปการสร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนเดิมนั้นทำได้ยากจึงถูกบูรณะขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน พระตำหนักหลักของพระราชวังชางด๊อกกุงนี้คืออาคารท้องพระโรงซองจองจอน ที่กษัตริย์เคยใช้ว่าราชการและใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และเป็นอีกที่หนึ่งที่เคยถูกเผาทำลายและสร้างขึ้นใหม่เช่นกัน และหากได้เข้าไปเยี่ยมชมก็จะพบกับสถาปัตยกรรมสมัยโชซอนที่ใช้สีแดง-เขียวเป็นหลักในการตกแต่ง รวมถึงภาพวาดที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของกษัตริย์อยู่ภายในด้วย แต่ไม่ใช่แค่พระตำหนักหรือพระที่นั่งเท่านั้น พระราชวังชางด๊อกกุงแห่งนี้ยังมีส่วนลับที่รู้จักกันในชื่อ พีวอน

แฮดงยงกุงซา อารามริมผาชายฝั่งปูซานที่ชวนให้แวะไปสักครั้งแฮดงยงกุงซา อารามริมผาชายฝั่งปูซานที่ชวนให้แวะไปสักครั้ง

ปูซาน เป็นเมืองท่าของเกาหลีใต้ที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวไม่แพ้โซลเลย อาจด้วยคาแรคเตอร์ของเมืองที่โดดเด่นกันไปคนละด้าน ขณะที่โซลมีความเป็นเมืองหลวงที่พลุกพล่าน ปูซานกลับถูกมองเป็นเมืองท่าทางใต้ที่เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนเกาหลี แต่ไม่เพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวอย่างชายหาด เมืองปูซานยังเป็นที่ตั้งของอารามเก่าแก่ขึ้นชื่อและเป็นที่ศรัทธาอย่างมากของคนเกาหลี นั่นคืออารามริมผาชายฝั่งวัด แฮดงยงกุงซา แห่งเมืองปูซานนั่นเอง แฮดงยงกุงซา แห่งประเทศเกาหลี นับเป็นอีกวัดเก่าแก่ของคนเกาหลี วัดแฮดงยงกุงซาแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อค.ศ. 1376 นับจนถึงวันนี้ก็มีอายุกว่า 700 ปีแล้ว โดยพระภิกษุรูปหนึ่งฝันเห็นมังกรจึงได้มาสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นที่ริมทะเลดังที่นักท่องเที่ยวได้เห็นในวันนี้ วัดแฮดงยงกุงซาตั้งอยู่ริมผาชายฝั่งทะเลให้ทัศนียภาพงดงามเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดแห่งนี้หันหน้าไปทางตะวันออกเข้าสู่ทะเล จึงกลายเป็นหมุดหมายหนึ่งของชาวเกาหลีที่จะต้องมาเคาท์ดาวน์ปีใหม่กันที่นี่ และว่ากันว่าแสงแรกที่วัดแฮดงยงกุงซาแห่งนี้งดงามที่สุดที่หนึ่งในเกาหลีเลยทีเดียว เมื่อผ่านซุ้มทางเข้าและบันได้ 108 ขั้นเข้ามาบริเวณวัด นักท่องเที่ยวจะได้พบกับทิวทัศน์อันตระการตาของอารามที่ตั้งอยู่บนเนินเขาริมทะเล และเช่นเดียวกับวัดวาอารามอื่น ๆ ในเกาหลี